สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี รับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกร ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. เว้นวันหยุดราชการ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี โทรศัพท์: ๐๓๖-๗๗๖๑๖๒

28 สิงหาคม 2558

การประชุมคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดลพบุรี


     การประชุมคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดลพบุรี วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี การประชุมเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ น. โดยมีนายสุวิทย์ อาจนาวัง เกษตรกรจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และนายสำอาง แก้วประดับ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรีเข้าประชุมแทนประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี ซึ่งวาระการประชุม และมีมติการประชุมโดยสังเขป ดังนี้

๑. เรื่องประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

   ๑.๑ เกษตรจังหวัดลพบุรี กล่าวแสดงความขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือเกษตรกร

   ๑.๒ เรื่องการให้ความร่วมมือในการจัดงานคลีนิคเกษตร ที่อำเภอท่าวุ้ง

   ๑.๓ เรื่องการเปิดธนาคารเมล็ดพันธุ์ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

   ๑.๔ เรื่องการโปรดเกล้าแต่งตั้งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการมอบนโยบายของ รมว.
๒. เรื่องรับรองรายงานการประชุมครั้งที่แล้ว

๓. เรื่องเพื่อทราบ

   ๓.๑ เรื่องการปรับปรุงการดำเนินงานของชุดปฏิบัติการเผชิญเหตุการณ์แก้ไขและบรรเทาปัญหา ๓.๒ เรื่องการรายงานภัยแล้ง (ฝนทิ้งช่วง)

      ๓.๑.๑ เรื่องการรายงานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ๒๒ จังหวัด

      ๓.๑.๒ เรื่องการรายงานผลการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เยี่ยมเยียน และสร้างการรับรู้ภาคเกษตรระดับจังหวัด

   ๓.๓ การจัดสรรงบประมาณโครงการชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่สร้างการรับรู้ภาคเกษตร

   ๓.๔ การสำรวจสภาวะเศรษฐกิจของเกษตรกร

๔. เรื่องเพื่อพิจารณา การจัดสรรเงินงบประมาณโครงการชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่สร้างการรับรู้ภาคเกษตร ซึ่งทางสำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดสรรเงินให้แต่ละจังหวัดๆ ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่ประชุมได้มีมติ จัดสรรให้ชุดปฏิบัติการระดับอำเภอ ประมาณ ร้อยละ ๗๐ (๗๐,๗๖๑ บาท) จัดสรรให้จังหวัดและเป็นค่าบริหารจัดการโครงการฯ ร้อยละ ๓๐ (๒๙,๐๐๐ บาท) หรือจัดสรรให้อำเภอละ ๘๐๐ บาท ตำบลละ ๔๘๐ บาท เพื่อเป็นค่าวัสดุสำหรับโครงการ







25 สิงหาคม 2558

การประชุมหารือการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ครั้งที่ ๓/ ๒๕๕๘

   เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๑๔.๐๐ น. นายอภิสรรค์ สง่าศรี ปลัดจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการฯ แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ณ ห้องประชุม ๒ ชั้น ๕ ศาลากลางจังหวัดลพบุรี ผ่านระบบการถ่ายทอดสัญญาจากกรมการปกครอง ซึ่งมีผู้บริหารส่วนราชการที่เกี่ยวเข้าร่วมประชุม จากกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม และ ธกส. โดยมีรองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานการประชุมส่วนกลาง
   ซึ่งมีหัวข้อการประชุม ดังนี้
๑.การดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร
๒. การคัดกรองหนี้
๓. แนวทางการเจรจาหนี้นอกระบบ




24 สิงหาคม 2558

การปลูกพืชผัก สวนป่าบนคันนา โดยสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี

แนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน "เสริมคันนา เสริมรายได้"
“พืชผัก สวนป่า บนคันนา”

แนวคิด
   การประกอบอาชีพเกษตรกรรมในปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกพืชเพียงชนิดเดียว ในแปลงเกษตร หรือทำกิจกรรมประเภทเดียว เช่น ทำนา หรือทำไร่อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งการปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ลักษณะเช่นนี้ ค่อนข้างมีความเสี่ยงกับปัจจัยต่างๆ เช่น โรคพืช โรคแมลง ดินฟ้าอากาศ ปริมาณน้ำเพื่อการเกษตร หรือราคาสินค้าผันผวนไม่แน่นอน อีกประการที่สำคัญ คือ ในระหว่างที่มีการทำนา หรือทำไร่นั้น ต้องใช้เวลากว่าจะได้ผลผลิตไม่น้อยกว่า ๓ ถึง ๔ เดือน ซึ่งในระหว่างนั้นเกษตรกรย่อมมีค่าใช้จ่ายประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าบำรุงการศึกษาบุตร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งที่มีความจำเป็นและไม่จำเป็น ต้องใช้จ่ายทุกวัน
   ในการทำนา หรือทำไร่ในปัจจุบันมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง โดยมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ บาท แต่ราคาผลผลิตที่ขายได้ เช่น ราคาข้าวเปลือกในปัจจุบัน ราคา ๗,๐๐๐ – ๘,๐๐๐ บาทเท่านั้น หากพิจารณาแล้วเห็นว่า มีส่วนต่างประมาณ ร้อยละ ๒๐ – ๒๕ เท่านั้น อีกทั้งราคาสินค้าทางการเกษตรของประเทศโดยรวมมีแนวโน้มราคาคงที่ บางชนิดมีราคาลดลงโดยตลอด หากไม่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรในแบบที่เป็นอยู่โอกาสที่เกษตรกรจะหลุดพ้นจากวงจรการเป็นหนี้ทั้งนอกระบบ ในระบบคงยาก มีแต่จะเพิ่มหนี้สินขึ้นไปเรื่อยๆ ท้ายสุดเกษตรกรคงต้องถูกฟ้องร้อง บังคับคดี ถึงขั้นต้องสูญเสียที่ดิน ที่นาของตนเองแน่นอน
   การทำเกษตรแบบผสมผสาน เป็นการน้อมนำแนวคิด หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรทฤษฎีใหม่มาประยุกต์ใช้ โดยการปลูกพืชอย่างหลากหลายในแปลงเกษตรแปลงเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังเป็นการผลิตเพื่อเลี้ยงชีพในระหว่างที่ปลูกพืชหลัก หรือรอเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตหลัก
การนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้
   จากแนวคิดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้จริง ซึ่งในที่นี้ จะขอนำมาประยุกต์ใช้กับการทำนา ส่วนในพื้นที่ในการทำไร่ ทำสวนก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ สำหรับการทำนาในจังหวัดลพบุรีนั้น มีทั้งพื้นที่ที่ทำนาปรัง ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอบ้านหมี่ อำเภอเมือง อำเภอท่าวุ้ง และอำเภอโคกสำโรงบางส่วน ที่เหลือเป็นพื้นที่นาปีที่ต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก เกษตรกรในพื้นที่นาปรังส่วนใหญ่ทำนา ๕ ครั้ง ใน ๒ ปี มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ต้องพึ่งพาเครื่องจักรกลการเกษตร และสารเคมี ปุ๋ยเคมีเพื่อตอบสนองการเจริญเติบโตของข้าว ลักษณะของพื้นที่ทำนา จะเป็นที่ลุ่ม มีน้ำท่วมขัง เป็นผืนนาขนาดใหญ่ติดต่อกัน คันนามีขนาดความกว้าง ๓๐ – ๕๐ เซนติเมตร ขนาดความยาวโดยเฉลี่ยประมาณ ๕๐ – ๑๐๐ เมตร ซึ่งแล้วแต่พื้นที่

การเตรียมการ
   จาการนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้มีวิธีการเตรียมการ ดังนี้
   ๑. ศึกษาพื้นที่เพื่อกำหนดรูปแบบพื้นที่การเพาะปลูก
   ๒. วางแผนผังพื้นที่เพาะปลูก
   ๓. ศึกษาพืชเศรษฐกิจ พืชผัก ที่จะทำการเพาะปลูก ความต้องการของตลาด แนวโน้มราคา
   ๔. วางแผนระบบน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำ ระบบการจ่ายน้ำ
   ๕. จัดหาแหล่งทุน ปลอดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยต่ำ
   ๖. การสร้างเครือข่าย รวมทำกิจกรรมในรูปแบบกลุ่ม/ สหกรณ์

 แนวคิดสู่การปฏิบัติ
          ๑. ปรับความกว้างของคันนา จากขนาด ๓๐ – ๕๐ เซนติเมตร เป็นขนาด ๓๐๐ – ๓๕๐ เซนติเมตร ให้มีความสูงจากพื้นนา ประมาณ ๕๐ – ๗๐ เซนติเมตร (แล้วแต่ความลาดลุ่มของพื้นที่)
          ๒. ปลูกไม้ยืนต้น ประเภทไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้ยาง ไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้ตะเคียน เป็นต้น ระยะปลูกระหว่างต้น ๓๐๐ ถึง ๔๐๐ เซนติเมตร ใน ๑ ไร่ จะปลูกไม้ได้ประมาณ ๒๐ – ๓๐ ต้น
          ๓. ตามแนวระหว่างต้น ปลูกพืชผักสวนครัว
          ๔. ขุดเจาะบ่อบาดาล กลุ่มละ ๑ บ่อ (สำหรับพื้นที่ ๑๐๐ ไร่) พร้อมวางท่อ ตั้งถังเก็บน้ำเป็นท่อซีเมนต์ หรือพัฒนาเป็นระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

การคำนวณเกี่ยวกับต้นทุน จุดคุ้มทุน (คำนวณต่อ ๑๐ ไร่)

          กิจกรรมเดิม (ทำนาอย่างเดียว)
          ในพื้นที่นา ๑ ไร่ (จังหวัดลพบุรี) มีผลผลิต ๕๐๐ – ๘๐๐ กิโลกรัม ราคา กิโลกรัมละ ๘ – ๑๒ บาทที่ความชื้น ๒๒- ๒๖ เกษตรกรจะมีรายได้ ประมาณ ๘,๐๐๐ – ๑๒,๐๐๐ บาท ซึ่งจะมีต้นทุนอยู่ที่ ๔,๕๐๐ ถึง ๕,๕๐๐ บาท จะมีรายได้สุทธิ ไร่ละประมาณ ๓,๕๐๐ – ๕,๐๐๐ บาท ใน ๑๐ ไร่ จะมีรายได้สิทธิ ๓๕,๐๐๐ ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท

           กิจกรรมที่ประยุกต์ (แนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน การพืชผัก สวนป่า บนคันนา)
          ในพื้นทีนา ๑ ไร่ จะมีพื้นที่ ๑,๖๐๐ ตารางเมตร คันนามีขนาด ๓๐ – ๕๐ เซนติเมตร จะมีพื้นที่คันนา รวม ๔๘ – ๘๐ ตารางเมตร มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวคิดเป็นพื้นที่ประมาณ ๑,๕๒๐ - ๑,๕๕๒ ตารางเมตร หากปรับขนาดคันนาเพิ่มขึ้นเป็น ๓๐๐ – ๔๐๐ เซนติเมตร จะมีพื้นที่นาลดลงเหลือ ๙๖๐ – ๑,๑๒๐ ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ ๖๓.๑๕ – ๗๒.๑๖ เกษตรกรจะมีรายได้ลดลงจากการทำนาฤดูกาลละประมาณ ๒,๕๐๐ – ๓,๐๐๐ บาทต่อไร่
          หากปรับเปลี่ยนเป็นการทำเกษตรผสมผสาน โดยเฉพาะการปลูกไม้เศรษฐกิจ ไม้ยืนต้นบนคันนา เป็นไม้สัก ไม้ยาง ไม้ประดู่ ไม่รวมถึงการปลูกพืชผักในระหว่างแถวต้นไม้ในปริมาณ จำนวนไร่ละ ๒๐ – ๓๐ ต้น ใน ๑๐ ถึง ๑๕ ปี ทั้งนี้อยู่ที่การบำรุงดูแลรักษา จะมีรายได้จากต้นไม้ ต้นละ ๑๕,๐๐๐ – ๓๐,๐๐๐ บาท เกษตรกรจะมีรายได้ ๓๐๐,๐๐๐ – ๙๐๐,๐๐๐ บาท ต่อไร่ จะมีต้นทุนจากค่าปรับดินวางคันนาเพิ่ม ค่ากล้าไม้ (ราคากล้าไม้ประมาณ ต้นละ ๒๐ บาท) ค่าปลูก ค่าบำรุงรักษา ค่าจัดการระบบน้ำ และอื่นๆ

การเปรียบเทียบรายได้ (๑๐ ปี)
          กิจกรรมแบบที่ ๑ (ทำนาอย่างเดียวในพื้นที่ ๑๐ ไร่)
มีรายสุทธิได้ต่อ ๑๐ ไร่ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ทำนา ๑๐ ปี มีรายได้ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท
          กิจกรรมแบบที่ ๒ (ทำนา พร้อมปลูกไม้ยืนต้นบนคันนา ไม่รวมการปลูกพืชผักบนคันนา)
๑. มีรายได้จาการทำนา ต่อ ๑๐ ไร่ ๓๐,๐๐๐ บาท ทำนา ๑๐ ปี มีรายได้ จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท
๒. มีรายได้จากการจำหน่ายไม้ จำนวน ๒๐๐ – ๓๐๐ ต้นๆ ละ ๑๕,๐๐๐ – ๓๐,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ขั้นต่ำ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามล้านบาทถ้วน)
รวมมีรายได้ทั้งสิ้น ๓,๓๐๐,๐๐๐ บาท (สามล้านสามแสนบาทถ้วน) ทั้งนี้ยังไม่รวมรายได้จาการปลูกพืชผักบนคันนาอีกด้วย

ประโยชน์ที่ได้
         ๑. เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีเงินชำระหนี้สิน รักษาที่ดินไว้ทำกิน ไว้ให้ลูกหลาน
         ๒. ส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน ตามแนวคิดเกษตรทฤษฏีใหม่
         ๓. ทำให้มีป่าไม้เพิ่มมากขึ้น ช่วยรักษาระบบนิเวศ ลดโลกร้อน ส่งเสริมการรักษาป่า
         ๔. สร้างทรัพยากรอย่างเพียงพอต่อการใช้งานในอนาคต

ปัญหาอุปสรรค
        ๑. แนวคิดของเกษตรกร 
        ๒. พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ไม่เอื้อต่อการปลูกสวนป่าของเอกชน

ข้อเสนอภาครัฐ
          รัฐควรสนับสนุนส่งเสริมให้แก่เกษตรกรในด้านแหล่งเงินทุน ปัจจัยการผลิต ด้านวิชาการ
          รัฐควรปรับปรุงแก้ไข พรบ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๗ 
          รัฐควรมีนโยบายส่งเสริมการทำสวนป่าภาคเอกชน 
          รัฐควรตรากฎหมาย พรบ. ธนาคารต้นไม้ เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้

ผู้เสนอแนวคิด
          สภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี

สัมมนาเรื่องการเตรียมความพร้อมการทำงานของสำนักงานจังหวัด ปีงบประมาณ ๒๕๕๙

   นายสำอาง แก้วประดับ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี เข้าร่วมการสัมมนาเรื่องการเตรียมความพร้อมการทำงานของสำนักงานจังหวัด ปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๑ สิงหาคม พ.. ๒๕๕๘ ณ โรงแรม เอ – วัน พัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีหัวข้อและเนื้อในการสัมมนาพอสรุปได้ ดังนี้
. ด้านพิธีการเปิด เปิดการสัมมนาโดย นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ปิดการสัมมนา โดยนายวิทยา ประจันตะเสน เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ
. ด้านวิชาการ
   ๒.๑ เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดทำคำของบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.. ๒๕๖๐ โดยนายสาลี่ สุขเกิด ผู้อำนวยการสำนักจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ ๘ สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี
   ๒.๒ เรื่องกรอบและทิศทางการดำเนินงานของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด โดยนายวิทยา ประจันตะเสน เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ
   ๒.๓ เรื่องการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานจังหวัด โดยนายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรแห่งชาติ
   ๒.๔ เรื่องการทบทวนภารกิจตามยุทธศาสตร์สภาเกษตรกรแห่งชาติ ปี ๒๕๕๖ – ๒๕๕๙ และการจัดทำคำของบประมาณ โดย ผอ. สำนักยุทธศาสตร์การเกษตรฯ สภาเกษตรกรแห่งชาติ
   ๒.๕ เรื่องแนวทางการทำงานของสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด และแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม โดยนายมนตรี ถาวร ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การเกษตร
   ๒.๖ เรื่องการซักซ้อมความเข้าใจในการทำงาน การจัดทำรายงานการเงินและบัญชี การติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน การซัดซ้อมทำความเข้าใจการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร งานในภาระกิจของสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วม และการทำความเข้าใจการประเมินผลการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดและการบริหารงานบุคคล โดย ผอ. สำนักบริหารงานกลางและหัวหน้ากลุ่มการกำกับบริหารจัดการที่ดี ผอ. สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมฯ และ ผอ. สำนักกิจการสภาและวิชาการ
   ๒.๗ การเสวนาปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานของสำนักงานงานสภาเกษตรกรจังหวัดและข้อเสนอแนะ ดำเนินการอภิปรายโดยหัวหน้าส่วนการต่างประเทศ สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด ทั้ง ๔ ภาค
   ๒.๘ ผู้บริหารพบพนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยนายวิทยา ประจันตะเสน เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ









21 สิงหาคม 2558

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

   วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายธนาคม จงจิระ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี และผู้นำท้องถิ่นท้องที่ร่วมโครงการผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ให้ความสุข บำบัดทุกข์ สร้างความสมานฉันท์ สร้างสรรค์ค่านิยม ปี ๒๕๕๘ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ณ วัดยวด ตำบล อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี
   โครงการผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ให้ความสุข บำบัดทุกข์ สร้างความสมานฉันท์ สร้างสรรค์ค่านิยม ปี ๒๕๕๘ เป็นโครงการที่นำการบริการด้านต่างๆ ของส่วนราชการในระดับจังหวัดไปให้บริการประชาชนในพื้นที่ เป็นการพบระหว่างผู้บริหารของจังหวัดกับประชาชนในพื้นที่ ในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมืออันดีระหว่างกัน ตลอดจนการรับฟังปัญหาความเดือดร้อน ความต้องการของประชาชน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบแก้ไขปัญหาสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และตรงตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง (www.lopburi.go.th)












13 สิงหาคม 2558

โครงการรวมใจประชาปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ

   นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ "รวมใจประชา ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ ป่าชุมชนตำบลยางโทน อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ร่วมดำเนินโครงการโดยสภาเกษตรกรฯ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี กับองค์การบริหารส่วนตำบลยางโทน หน่วยราชการ โรงเรียนบ้านยางโทน องค์กรชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนตำบลยางโทน เข้าร่วมโครงการจำนวน ๓๐๐ คน โดยร่วมกันปลูกไม้มงคล ไม้ป่า ไม้ประจำถิ่นไม้ใช้สอย จำนวน ๑,๕๐๐ ต้น เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป

























6 สิงหาคม 2558



การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง


   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานในพิธีเปิดการสัมมนาการเกษตรภาคเหนือ ณ สำนักงานเกษตรภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ มีความตอนหนึ่งว่า “ป่า ๓ อย่าง นี้มีประโยชน์ ๔ อย่าง ไม่ใช่ ๓ อย่าง. “ป่า ๓ อย่าง” ที่บอกว่าเป็นไม้ฟืน เป็นไม้ผล และไม้สร้างบ้านนั้น ความจริงไม้ฟืนกับไม้ใช้สอย ก็อันเดียวกัน ไม้สร้างบ้านกับไม้ใช้สอยก็อันเดียวกัน. แต่เราแบ่งออกไปเป็นไม้ทำฟืน ไม้สร้างบ้านเรือน รวมทั้งไม้ทำศิลปหัตถกรรมแล้วก็ไม้ผล.

   คราวนี้ขอคัดค้านรายงานต่อ คือรายงานบอกว่าจะทำ “ป่า ๓ อย่าง” นี้ในที่ที่ไม่ใช่ต้นน้ำ ลำธาร. อันนี้คิดแล้วมันฟั่นเฟือนหน่อย เพราะว่าป่าเหล่านี้เป็นต้นน้ำลำธารทั้งนั้น. ถ้าไปบอกว่าไม่ทำ “ป่า ๓ อย่าง” นี้ มีไว้ทำไม มีไว้สำหรับให้เป็นประโยชน์ และเมื่อเป็นประโยชน์ต่อราษฎร ราษฎรก็ไม่ไปตัดและก็หวงแหนไว้มิให้ใครมาตัด. อันนี้เป็นข้อสำคัญ ที่ไหนเป็นป่าที่เรียบร้อยที่ยังไม่โกร๋น ราษฎรก็จะไม่ตัดเพราะรู้. ไปหลายแห่งแล้ว ไปถามราษฎรว่าป่าตรงนั้นเป็นอย่างไร. เขาบอกว่าป่ายังดี. และถามว่าจะไปตัดไหมเขาบอกว่าไม่ตัด “ถ้าไปตัดเฮาแย่.” เขาเข้าใจ ถ้าตัดไม้แล้วจะแห้งแล้ง และดินจะทลายลงมา. ถ้าเป็นที่ทำนาก็จะเสียหมด เขารู้.

   รายงานอันนี้ดูถูกชาวบ้าน ดูถูกประชาชน ประชาชนนั้นฉลาด ประชาชนมีความรู้ ทั้งคนที่อยู่บนภูเขา และคนที่อยู่ในที่ราบ. เขามีความรู้ เขาทำงานมาหลายชั่วคนแล้ว เขาทำกินอย่างดี เขามีความเฉลียวฉลาด เขารู้ว่าตรงไหนควรจะทำกสิกรรม เขารู้ว่าที่ไหนควรจะเก็บไม้ไว้. แต่ที่เสียไปก็เพราะพวกที่ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ทำนามานานแล้ว ทิ้งนามานานแล้ว ทิ้งกสิกรรมมานานแล้ว. แล้วมาอยู่ในที่ที่มีความสะดวก ก็เลยทำให้ลืมว่าชีวิตเป็นไปได้ ก็โดยที่ทำกสิกรรมที่ถูกต้อง แต่ชาวบ้านหรือชาวเขามีความรู้พอเพียง. แค่อธิบายนิดหน่อยเขาก็ อ้อๆ เข้าใจๆ ถ้าเราพูดให้เขาเข้าใจ เขาก็เข้าใจ. แต่ถ้าเราพูดภาษาที่ไม่เข้าใจ เขาก็ไม่เข้าใจ.

   ฉะนั้น ถ้าเราทำ “ป่า ๓ อย่าง” นี้ ซึ่งมีประโยชน์ ๔ อย่าง – ซึ่งประโยชน์ที่ ๔ นี้สำคัญคือ รักษาอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธาร – ชาวบ้านเขาจะรักษาให้เราด้วย. ที่พูดถึงเราก็หมายความถึงป่าไม้. กรมป่าไม้นั้นมีหน้าที่รักษาป่าให้อยู่ดี เป็นหน้าที่สำคัญอันหนึ่ง แต่บางทีไปถามเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ว่าใครจะรักษาเขาก็บอกว่าเขาจะรักษา. ถามว่าถ้าใครมาตัดจะทำอย่างไร ก็ตอบว่า “ก็บอกตำรวจซี.” ตำรวจมี กี่คน อำเภอหนึ่ง ๆ ซึ่งใหญ่ และถ้าสมมุติว่าเป็นอำเภอที่มีภูเขา มีป่าไม้มาก ดูไม่ไหว. อำเภอหนึ่ง ๆ มีตำรวจสัก ๕๐ คน อันนี้พูดตามที่ได้ฟังมา. แต่ที่ดินที่ที่เป็นป่ามีกี่แสนไร่ ก็หมายความว่า ในที่แห่งหนึ่งจะมีตำรวจสักเศษหนึ่งส่วนสี่คน ซึ่งทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าไม่ถึงคน เดินก็ไม่ได้ ดูอะไรก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่ไหวจริง ๆ

   ฉะนั้นถ้าหากเราทำ “ป่า ๓ อย่าง” ให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์และได้ใช้ประโยชน์ เขาก็จะรักษาประโยชน์. เขาจะไม่ทำลาย และใครมาทำลาย เขาก็ป้องกัน. หมายความว่าชาวบ้านนั้น ถ้าเราให้โอกาสให้เขามีอยู่มีกินพอสมควรก็จะเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้เราเป็นจำนวนมาก. อย่างในร่องหุบเขาเล็กๆ ที่มีเพียง ๕๐ ไร่ ก็จะทำเป็นหมู่บ้านให้ชาวบ้านมาอยู่. คำว่าชาวบ้านนี้จะเรียกว่าชาวบ้านก็ได้ ชาวเขาก็ได้ ก็เป็นชาวบ้านทั้งนั้น. เคยไปถามชาวเขา พูดถึงเรื่องว่าจะทำโครงการอะไรๆ “เราก็ต้องช่วยกันรักษานะ” เขาบอกว่า “หมู่เฮาก็เป็นคนไทยเหมือนกัน” ก็หมายความว่า เป็นชาวบ้านเหมือนกัน ช่วยกันทำ เขาก็อยากอยู่ใต้กฎหมาย ทำงานที่สุจริต. ถ้าเราทำอะไรที่ดี มีเหตุผล เขาก็จะรักษา “ป่า ๓ อย่าง” นี้ ไม่ใช่รักษาต้นน้ำลำธารแล้ว ก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะว่าต้นไม้ จะเป็นต้นอะไรก็ตาม มีประโยชน์ทั้งนั้น. ใช้ประโยชน์จากต้นไม้นั้น และมีประโยชน์ที่ ๔ คือ อนุรักษ์ดินและอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร. ฉะนั้น เรื่องนี้ก็ขอท้วงนิดหน่อย”

   พระราชดำรัสพระราชทาน ที่ทรงชี้ทางออกให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง น่าจะเป็นการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างส่วนราชการ และเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมของราษฎรในชุมชนให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ จากทรัพยากรป่าไม้ เพื่อชุมชนจะได้รักษาทรัพยากรป่าไม้ไว้อย่างยั่งยืน

   รูปแบบการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำ

   นอกจากรูปแบบการปลูกป่าภาครัฐ ซึ่งส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำได้ถือปฏิบัติมาโดยตลอดแล้ว มติที่ประชุมได้พิจารณากำหนดรูปแบบการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำเพิ่มเติมคือ การปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ โดยการปลูกไม้ ๓ ชนิด เพื่อประโยชน์ ๔ อย่าง สามารถยังประโยชน์ได้สูงสุด

   โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

๑. เพื่อสนองตามแนวพระราชดำริในการปลูกต้นไม้ ๓ ชนิด ได้แก่

 - ไม้ใช้สอย

 - ไม้ก่อสร้าง

 - ไม้กินได้

ประโยชน์ ๔ อย่าง ได้แก่

 - ใช้เป็นฟืนสำหรับหุงต้มและใช้สอยเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ

 - ใช้สร้างและซ่อมแซมที่พักอาศัย

 - ใช้เป็นอาหาร

 - เป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำในขณะเดียวกัน

๒. การมีส่วนร่วมของชุมชน

๓. เพื่อสนองความต้องการของชุมชน

๔. เพื่อฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศในพื้นที่อนุรักษ์ – พื้นที่ต้นน้ำ


 วิธีดำเนินการ

 ปลูกไม้ ๓ ชนิด ในพื้นที่เดียวกันเพื่อประโยชน์ ดังนี้

๑. ไม้ใช้สอย (ไม้ฟืน, ไม้โตเร็ว) จำนวน ๑๐๐ ต้น/ไร่ ใช้ระยะปลูก ๔ x ๔ เมตร

๒. ไม้ก่อสร้าง (ไม้เนื้อแข็ง, ไม้เศรษฐกิจ) จำนวน ๑๐๐ ต้น/ไร่ ใช้ระยะปลูก ๔ x ๔ เมตร

๓. ไม้ป่ากินได้ จำนวน ๒๕ ต้น/ไร่ ใช้ระยะปลูก ๔ x ๔ เมตร

(ไม้ชั้นล่าง ปลูกพืชหัว สมุนไพร และพืชล้มลุก)

 การปลูกและชนิดพันธุ์ไม้ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง ให้พิจารณาปลูกพันธุ์ไม้ตามแนวพระราชดำริ ประกอบด้วย ไม้กินได้ ไม้มีค่า และไม้ใช้สอย ปลูกจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ต้นต่อไร่ และให้มีเรือนยอดหลายชั้นใกล้เคียงกับป่า ชนิดพันธุ์ไม้ให้พิจารณาพันธุ์ไม้ท้องถิ่นและพันธุ์ไม้อื่นตามความเหมาะสม

วิธีการปลูกและบำรุงรักษา ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติการฟื้นฟูสภาพป่าในเขตอนุรักษ์ที่มิใช่พื้นที่ต้นน้ำ โดยมีบัญชีแสดงชนิดไม้ที่กำหนดให้ใช้ปลูกตามแนวทางปฏิบัติการฟื้นฟูสภาพป่าในเขตอนุรักษ์ที่มิใช่พื้นที่ต้นน้ำ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดังนี้

ชนิดไม้ที่กำหนดให้ปลูก
ภาคเหนือ สัก สนเขา (Pinus) ยมหอม ยมหิน มะค่าโมง ตะเคียนทอง ประดู่ป่า แดง ยางนา ตะแบก จำปีป่า จำปาป่า แอปเปิลป่า กำลังเสือโคร่ง นางพญาเสือโคร่ง มะม่วงป่า ตะกู มะกอกป่า ตีนเป็ด หว้า เพกา ราชพฤกษ์ นนทรีป่า ก่อ ทะโล้ มะขามป้อม เสี้ยว สะเดา ขี้เหล็กบ้าน บง ไผ่ต่าง ๆ หวาย

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สัก มะค่าโมง มะค่าแต้ ตะเคียนทอง ยมหิน ประดู่ป่า แดง ยางนา พะยอม ตะแบก สนเขา (Punus) ชิงชัง พะยูง มะม่วงป่า เต็ง รัง เหียง พลวง นนทรีป่า ถ่อน พฤกษ์ ขี้เหล็กบ้าน สะเดา สีเสียดแก่น สาธร สนเขา บง ไผ่ต่าง ๆ หวาย


ภาคกลาง – ตะวันตก ประดู่ป่า สะเดา สีเสียดแก่น ตะกู มะปิน กฤษณา สัก ยมหอม ยมหิน ตะเคียนทอง แดง ยางนา ยางแดง ตะแบก มะม่วงป่า นนทรีป่า ไผ่ต่าง ๆ หวาย กันเกรา มะเกลือ ตีนเป็ด นางพญาเสือโคร่ง ขี้เหล็กบ้าน มะขามป้อม สนทะเล ทองหลาง


ภาคใต้ ประดู่ป่า ทัง มะม่วงป่า หลุมพอ ตะกู ตะเคียนทอง ตะเคียนชันตาแมว เคี่ยม ยางนา กันเกรา ไข่เขียว ทุ้งฟ้า ขี้เหล็กบ้าน ยมหิน ทุเรียนป่า สะตอ เหรียง พะยอม ไผ่ต่าง ๆ หวาย

หมายเหตุ 1. สำหรับไม้ชนิดอื่น ๆที่นอกเหนือจากบัญชีนี้ หากหน่วยงานใดมีความจำเป็นต้องใช้ปลูกให้ชี้แจงเหตุผลและขออนุมัติต่ออธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก่อน

๒. การปลูกซ่อมให้ปลูกซ่อมด้วยไม้ชนิดเดียวกันกับที่ปลูกในครั้งแรก หากจำเป็นต้องปลูกด้วยไม้ชนิดอื่นและเป็นชนิดไม้ที่มีอยู่ตามบัญชี ให้เสนอเหตุผลความจำเป็นและขออนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ท้องที่ และให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ท้องที่รายงานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชทราบด้วย

๓. บัญชีแสดงชนิดไม้นี้ไม่ใช้บังคับสำหรับการปลูกเพื่อการทดลองทางวิชาการหรือการสาธิต

การเลือกชนิดพันธุ์ไม้ปลูก

   ๑. ไม้ใช้สอย หมายถึง ไม้ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อเนกประสงค์ในการก่อสร้าง ทำเครื่องมือกสิกรรม ทำเฟอร์นิเจอร์ ประดิษฐกรรม ฟืนและถ่านฯ ซึ่งชนิดไม้ที่ปลูกสามารถตัดฟันนำมาใช้ประโยชน์ได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้น๕- ๑๐ ปี ส่วนใหญ่จะเน้นหนักพันธุ์ไม้โตเร็วเป็นหลัก แต่หากในบางพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ไม้ขนาดเล็ก เพื่ออุตสาหกรรม ประดิษฐกรรม พันธุ์ไม้มีค่าเศรษฐกิจบางชนิดแล้ว เช่น ไม้สัก ก็จัดเป็นไม้ใช้สอย

ชนิดไม้ที่เหมาะสมสำหรับปลูกเป็นไม้ใช้สอย ควรมีลักษณะดังนี้

๑) เป็นชนิดไม้ที่หาพันธุ์ได้ง่ายและโตเร็วในท้องถิ่นนั้น มีเรือนยอดขนาดปานกลาง รวมถึงความสามารถต้านทานต่อปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี

๒) ให้ผลผลิตด้านเนื้อไม้สูงและมีกิ่งก้านมากพอสมควร

๓) มีระบบรากค่อนข้างลึกเพื่อลดการแก่งแย่งธาตุอาหารจากพืชเกษตร และพ้นอันตรายจากการไถพรวน

๔) ปลูกและบำรุงรักษาได้ง่าย

๕) มีอายุการตัดฟันในระยะสั้น ๕-๑๕ ปี และมีความสามารถในการสืบต่อพันธุ์โดยวิธีง่าย ๆ เช่น แตกหน่อได้ดี

๖) เป็นชนิดไม้ที่ให้ค่าความร้อนสูงเพื่อใช้เป็นฟืนถ่าน

๗) เป็นไม้ที่ใช้ประโยชน์ได้เอนกประสงค์ เช่น ใบ ดอก ผล ใช้เป็นอาหารได้

๘) สามารถช่วยให้การปรับปรุงดินได้ดี

    การเลือกชนิดไม้ปลูก นอกจากจะต้องเป็นชนิดไม้ที่ควรมีลักษณะดังกล่าวข้างต้นแล้ว การเลือกชนิดไม้ปลูกยังจะต้องคำนึงถึง ความต้องการปัจจัยแวดล้อมของพันธุ์ไม้ชนิดนั้น ๆ โดยพันธุ์ไม้แต่ละชนิดจะมีความต้องการปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน ปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญและมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ประกอบด้วย สภาพภูมิอากาศ ดิน แมลงและเชื้อโรค การที่ปลูกได้ทราบข้อมูลว่าพันธุ์ไม้ชนิดใดชอบขึ้นในสภาพแวดล้อมอย่างไร จะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกชนิดไม้ปลูกเป็นอย่างมาก ชนิดพันธุ์ไม้เลือกปลูกอาจจะเป็นที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นหรือนำมาจากแหล่งอื่น แต่ในทางปฏิบัติที่ดีควรเลือกชนิดพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเป็นอันดับแรกเสียก่อน เพราะจะเป็นวิธีการที่ประหยัดและปลอดภัยที่สุด ส่วนการเลือกชนิดพันธุ์ไม้ต่างถิ่นนำมาปลูกควรเป็นอันดับรองและมีความแน่ใจขึ้นได้ดี ดังนั้นการได้ทราบความต้องการปัจจัยแวดล้อมของพันธุ์ไม้บางชนิดเสียก่อน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกชนิดไม้ปลูก

   ไม้โตเร็วในรูปของฟืนและถ่าน ขณะนี้ความต้องการเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ มีมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนป่าธรรมชาติมิอาจสนองตอบได้ทันท่วงที การปลูกไม้ไว้ใช้สอยสำหรับชุมชน จึงเกิดขึ้นอย่างมากมายทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะการปลูกไม้โตเร็วสำหรับใช้สอยและฟื้นฟูสภาพพื้นดินที่เสื่อมโทรมในปัจจุบันให้ดีขึ้น พันธุ์ไม้ที่กรมป่าไม้ได้แนะนำให้ประชาชนปลูก ได้แก่ ยูคาลิปตัส สนประดิพัทธ์ กระถินยักษ์ สะเดา เลี่ยน กระถินณรงค์ สะแก ขี้เหล็ก สนทะเล และพุทรา เป็นต้น

   ๒. ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้าง

ไม้เป็นวัสดุซึ่งมนุษย์รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีการนำมาใช้ประโยชน์เป็นเวลานาน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื้อไม้เป็นส่วนที่ได้จากไม้ยืนต้น ซึ่งนำไปใช้สอยในรูปต่าง ๆ มากกว่าส่วนอื่น ส่วนของเนื้อไม้อาจแบ่งได้ ๓ ลักษณะ

๑. เนื้อไม้โดยตรง เช่น ไม้กระดาน ไม้ก่อสร้างต่าง ๆ เครื่องเรือน ฯลฯ

๒. เซลล์ในเนื้อไม้ เช่น กระดาษ หีบห่อ ฯลฯ

๓. อนูหรือสารเคมีจากไม้ เช่น ยา กาวเคมี เครื่องนุ่งห่ม ไหมเทียม พลาสติก ฯลฯ

ไม้เป็นวัสดุที่ได้จากธรรมชาตินำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างและเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้ จากไม้ยืนต้น ๓ ประเภท

๑. ไม้ในรูปเข็ม พวกไม้สน (Pine)

๒. ไม้ใบกว้าง ที่ใช้กันทั่วไปในบ้านเราและรู้จักกันดีทั่วไป เช่น ไม้สัก ไม้ยาง ฯลฯ

๓. ไม้ไผ่และปาล์ม ไม้ไผ่เป็นที่รู้จักกันดี ส่วนไม้พวกปาล์ม ได้แก่หวาย มะพร้าว ตาล หมาก


ไม้ที่เหมาะสมใช้ในงานก่อสร้างและการใช้สอยอื่น ๆ

๑. เสา ได้แก่ เต็ง ตะเคียนทอง รัง แดง เคี่ยม มะค่าโมง ประดู่ เคี่ยมคะนอง สัก เขล็ง กันเกรา หลุมพอ เลียงมัน ตีนนก

๒. เสาเข็ม ได้แก่ เต็ง รัง ติ้ว แต้ว พลวง ตะแบก สนทะเล สนประดิพัทธ์ ยางพารา ยูคาลิปตัส

๓. แบบหล่อคอนกรีต ได้แก่ กะบาก งิ้ว สมพง เผิง

๔. หมอนรถไฟ ได้แก่ เต็ง รัง แดง มะค่าโมง กันเกรา ตะเคียนชัน มะค่าแต้ เลียงมัน เขล็ง พันจำ เคี่ยม บุนนาค สักทะเล เคี่ยมคะนอง ซาก ตีนนก หลุมพอ

๕. ไม้ขีดไฟ ไม้จิ้มฟัน ได้แก่ มะกอก ตีนเป็ด ปออีเก้ง ปอฝ้าย ลุ่น กระเจา อ้อยช้าง มะยมป่า งิ้ว ไข่เนา สำโรง ซ้อ

๖. ด้ามเครื่องมือ ได้แก่ กระถินพิมาน ชิงชัง ฝรั่ง หลุมพอ กระพี้เขาควาย พลวง ชุมเห็ด เลียงมัน แดง แก้ว พะวา เหลาเตา เต็ง มะเกลือ ตะเคียนหนู รกฟ้า ขานาง พยุง ตะแบก

๗. เครื่องเรือน ได้แก่ ประดู่ ชิงชัง พยุง มะเกลือ มะค่าโมง มะม่วงป่า ยมหอม ตาเสือ กันเกรา จำปาป่า ตะแบก เสลา สัก กระพี้เขาควาย ดำดง จันทร์ดง

   ๓. ไม้กินได้

ไม้ทุกชนิดมีคุณสมบัติที่ให้คุณค่าในทุก ๆ ด้านได้อย่างเอนกประสงค์ และมีไม้บางชนิดมีคุณลักษณะเพิ่มเติม สามารถให้ประโยชน์ที่ใช้ส่วนต่าง ๆ เป็นอาหารได้ แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ดังนี้

๑) ประเภทที่กินใบและยอดอ่อน ได้แก่ กันเกรา ขี้เหล็กบ้าน ถ่อน เพกา มะกอกป่า มะม่วงป่า สะเดา สะตอ หว้า นนทรีป่า ฯลฯ

๒) ประเภทที่กินดอก ได้แก่ ขี้เหล็กบ้าน พะยอม เพกา สะเดา ฯลฯ

๓) ประเภทที่กินผล ได้แก่ ก่อ นางพญาเสือโคร่ง มะกอกป่า มะเกลือ มะขามป้อม มะม่วงป่า หว้า หวาย ฯลฯ

๔) ประเภทที่กินฝัก ได้แก่ แดง เพกา มะค่าแต้ มะค่าโมง สะตอ เหรียง ฯลฯ

๕) ประเภทที่กินหัว ราก หน่อ และอื่น ๆ ได้แก่ ไผ่ต่าง ๆ สีเสียดแก่น หวาย นนทรีป่า


   ประเภทและลักษณะการเจริญเติบโตของไม้

   การเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ ลักษณะเฉพาะพันธุ์ไม้ที่สำคัญซึ่งเป็นตัวแทนของไม้แต่ละประเภท เพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจปลูก โดยแยกกลุ่มชนิดพรรณไม้ตามลักษณะการเจริญเติบโตภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของไม้แต่ละชนิด ออกเป็น ๕ กลุ่ม โดยพิจารณาเมื่อต้นไม้มีอายุและโตได้ขนาดเส้นรอบวงที่ระดับอก ๑๐๐ ซม. หรือมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๐ ซม. ซึ่งเป็นขนาดจำกัดที่เริ่มนำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้

๑. ไม้โตเร็วมาก คือ ไม้ที่ใช้เวลาในการเจริญเติบโตจนถึงขนาดที่กำหนด เมื่ออายุ ๕-๑๐ ปี โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นรอบวงมากกว่า ๕ ซม.ต่อปี หรือมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ ๑.๕ ซม. เช่นไม้สะเดาเทียม ตะกู เลี่ยน กระถินณรงค์ กระถินเทพา ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส

๒. ไม้โตเร็ว คือ ไม้ที่ใช้เวลาในการเจริญเติบโตจนถึงขนาดที่กำหนดประมาณ ๑๐-๑๕ ปี โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นรอบวงปีละประมาณ ๕ ซม. หรือมีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นที่ระดับอกเพิ่มขึ้นปีละ ๑.๕ ซม. ได้แก่ ไม้สะเดา ขี้เหล็ก ถ่อน สีเสียดแก่น โกงกาง สนทะเล สนประดิพัทธ์

๓. ไม้โตปรกติ คือ ไม้ที่ใช้เวลาในการเจริญเติบโตจนถึงขนาดที่เริ่มใช้ประโยชน์ได้เมื่ออายุ ๑๕-๒๐ ปี โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นรอบวง ๒.๕-๔ ซม./ปี หรือมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มขึ้น ๐.๘-๑.๒ ซม./ปี ได้แก่ ไม้สัก สนสามใบ สนคาริเบีย

๔. ไม้โตค่อนข้างช้า คือ ไม้ที่ใช้เวลาในการเจริญเติบโตจนถึงขนาดจำกัดต่ำสุดที่เริ่มใช้ประโยชน์ได้ (เส้นรอบวงของลำต้นที่ระดับอก ๑๐๐ ซม.) เมื่ออายุ ๒๐-๒๕ ปี โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นรอบวง ๑-๒.๕ ซม./ ปี หรือมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๓-๐.๘ ซม./ปี ได้แก่ ไม้ประดู่ ยางนา แดง หลุมพอ

๕. ไม้โตช้า ได้แก่ ไม้ที่มีอายุตัดฟัน ๒๕-๓๐ ปี จึงจะโตได้ขนาดจำกัดที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นรอบวงร้อยกว่า 1 ซม./ปี หรือมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มขึ้นน้อยกว่า ๐.๓ ซม./ปี เช่น ไม้ตะเคียนทอง พะยูง ชิงชัน มะค่าโมง เต็ง รัง


เอกสารอ้างอิง


หนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล ๐๐๐๔.๒/๑๕๓๙๑ ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๗

หนังสือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ ทส ๐๙๐๖.๒๐๔/๑๑๓๗ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๑

หนังสือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ ทส ๐๙๐๘.๑/๑๓๕๓๐ ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๑

กองจัดการที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้. การปลูกและใช้ประโยชน์ไม้ใช้สอย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๐

โครงการพัฒนาป่าชุมชน สำนักวิชาการป่าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้. การปลูกไม้ป่า. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.มงคลการพิมพ์, ๒๕๓๖

ส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ กรมป่าไม้ และสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. คู่มือการปฏิบัติงานการจัดการลุ่มน้ำ. กรุงเทพฯ : กรมป่าไม้, ๒๕๔๔

สำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้. เทคนิคในการสร้างธนาคารอาหารของชุมชน.กรุงเทพฯ :
ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, ๒๕๔๖

(ที่มา ak.dnp.go.th)