สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี รับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกร ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. เว้นวันหยุดราชการ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี โทรศัพท์: ๐๓๖-๗๗๖๑๖๒

30 พฤษภาคม 2556

ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการรับจำนำระดับจังหวัด จังหวัดลพบุรี ครั้งที่ ๙/๒๕๕๖

             สำนักงานการค้าภายในจังหวัดลพบุรี ได้จัดประชุมคณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการรับจำนำระดับจังหวัด จังหวัดลพบุรี ครั้งที่ 9/2556 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 ณ ห้องประชุมสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี โดยมี นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในการประชุม ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี เข้าร่วมประชุม ในการประชุมมีสาระสำคัญการพิจารณา เรื่อง การดำเนินงานตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และการพิจารณาจัดเกรดและรับรองโกดังกลางที่สมัครเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 เพิ่มเติม.

                                                                                          สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี
                                                                                           ๐๓๖-๔๒๔๑๐๗,๐๘๙-๘๐๑๒๔๙๑



29 พฤษภาคม 2556

สืบสานประเพณีแห่บั้งไฟที่โคกเจริญ ขอฝนและส่งเสริมการท่องเที่ยว



ลพบุรี สืบสานประเพณีแห่บั้งไฟที่โคกเจริญขอฝนและส่งเสริมการท่องเที่ยว
                     ชาวบ้านโคกเจริญรวมใจจัดงานบุญบั้งไฟ จัดที่ วัดโคกเจริญ หมู่บ้านโคกเจริญ อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี โดยมี นายสุรศักดิ์ จิตอารีรัตน์ นายอำเภอโคกเจริญเป็นประธานในพิธี และนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม  ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรีให้การสนับสนุนงานประเพณีบั้งไฟและได้จัดหาถ้วยรางวัลมอบให้สำหรับรางวัลชนะเลิศขบวนแห่ บั้งไฟ ประจำปี ๒๕๕๖ ให้ด้วย    นายสังคม แก้วสีโส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกเจริญ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมของชาวอีสานที่ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในอำเภอโคกเจริญ งานบุญบั้งไฟนี้ ชาวบ้านโคกเจริญได้ปฏิบัติกันเป็นประเพณีประจำทุกปี โดยนิยมจัดในเดือน ๖ ซึ่งถือกันว่าเป็นประเพณีขอฝน ตามความเชื่อของชาวอีสาน ก่อให้เกิดความชุ่มชื้นแก่พันธุ์พืชที่ปลูกอีกทั้งเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ ร่วมมือร่วมใจกันและที่สำคัญเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเขตอำเภอรอบนอกให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ที่อยากเห็นประเพณีงานบุญบั้งไฟตลอดจนการศึกษาดูงาน โดยไม่ต้องไปถึงภาคอีสาน
                     การจัดงานในครั้งนี้ประกอบไปด้วยขบวนแห่บั้งไฟตกแต่งอย่างสวยงามของแต่ละหมู่บ้านและสถานศึกษา มีผู้ร่วมงานกว่าพันคน มี การแสดงการฟ้อนรำแบบอีสาน และการประกวดขบวนแห่บั้งไฟ สำหรับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่  ขบวนแห่และฟ้อนรำแบบอีสานของโรงเรียนโคกเจริญวิทยา
                     สุดท้ายก่อนปิดงาน นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม  ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรีได้แจกพันธุ์ข้าวเหนียว กข6 พระราชทานเนื่องในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 12-๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกษตรกรได้ไปเพาะปลูกเพื่อเป็นศิริมงคลและขยายพันธุ์ ต่อไป.
ภาพข่าวโดย: วัชระ รื่นอุดม/ลพบุรี 

27 พฤษภาคม 2556

๑๐ วิธี ประหยัดพลังงาน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่สำคัญ นับวันยิ่งทวีความรุ่นแรงมากขึ้น


         การรณรงค์เพื่อช่วยกันลดภาวะโลกร้อนอาจไม่เพียงพอ ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนควรให้ความร่วมมือ และร่วมสนับสนุนในการรักษาความสมดุลทางธรรมชาติให้ดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน สู่ลูกหลานรุ่นต่อไป

๑๐ วิธี ประหยัดพลังงาน
เริ่มง่ายๆ ที่บ้านของเรา



  • ปลูกต้มไม้ใหญ่ๆ สัก ๒-๓ ต้น รอบๆ บ้าน พอถึงหน้าร้อนก็จะได้ร่มเงาบังแสงแดด ล่วงสู่หน้าหนาวก็มีต้นไม้ไว้บังลม
  • ติดฉนวนกันความร้อน
  • ถ้าที่บานเราต้องการใช้โทรศัพท์ไร้สาย ให้เลือกซื้อรุ่นที่มีแบตเตอรี่่แบบประจุไฟใหม่ได้
  • ถ้าจะเลือซือคอมพิวเตอร์ใหม่ ให้เลือกซื้อแบบโน๊ตบุ๊ก เพราะกินไฟน้อยกว่าคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (พีซี)
  • เลือกใช้กระจกกันความร้อน เพื่อลดปริมาณการใช้เครื่องปรับอากาศหรือแอร์
  • อาบน้ำฝักบัวช่วยประหยัดน้ำมากกว่าอาบน้ำในอ่างถึง ๑ เท่า
  • ใช้หลอดประหยัดไฟฟ้า
  • โทรทัศน์ เครื่องเสียง เครื่องเล่นวีซีดี/ ดีวีดี ยังต้องมีกระแสไฟฟ้าเข้าไปเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา แม้จะปิดเครื่องแล้ว ดังนั้นถ้าไม่ใช้งานควรถอดปล้๊กไฟออก
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ฯลฯ ควรเลือซื้อรุ่นที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์สูงๆ กำกับไว้
  • ถ้ามีบ้านหลังใหญ่ควรติดตั้งระบบเซ็นทรัลแอร์ หรือ จ่ายแอร์จากท่อแอร์รวม แต่ถ้าต้องการติดแอร์ในห้องๆ เดียวให้เลือกซื้อแอร์ที่มีกำลังในการทำงานเย็นที่เหมาะสมกับขนาดของห้อง

24 พฤษภาคม 2556

23 พฤษภาคม 2556

ประชุมการทบทวนการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม จังหวัดลพบุรี

                 นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี เข้าร่วมประชุมการทบทวนการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม จังหวัดลพบุรี เพื่อขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านเกษตรกรรมจังหวัดลพบุรี ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 4 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน ที่เป็นพื้นที่เหมาะสม พื้นที่ไม่เหมาะสม และพื้นที่ป่าไม้ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดลพบุรี โดยมี นายไชยรัตน์ นวีภาพ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดลพบุรี เป็นประธานในการประชุม 


                                                                                            สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี
                                                                                             ๐๓๖-๔๒๔๑๐๗,๐๘๙-๘๐๑๒๔๙๑


การประชุมคณะอนุกรรมการการประกวดเกษตรกรปราดเปรื่องด้านการผลิตข้าว ระดับจังหวัด ครั้งที่ 4/2556

          สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี ได้เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการการประกวดเกษตรกรปราดเปรื่องด้านการผลิตข้าว ระดับจังหวัด ครั้งที่ ๔/๒๕๕๖ ของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดลพบุรี โดยมี นายไชยรัตน์ นวีภาพ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดลพบุรี เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณารายงานผลการปลูกข้าวของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประกวดเกษตรกรปราดเปรื่องด้านการเกษตรกร และตัดสินการประกวดเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกเกษตรปราดเปรื่องด้านการผลิตข้าว ระดับจังหวัด โดยเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือก มีดังนี้

            1. นายบุญชู ปาระมี
            2. นายสิรภพ พูลเปี่ยม
            3. นายอนิวรรต์ ไพรดำ
                                                                                    สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี
                                                                                     ๐๓๖-๔๒๔๑๐๗,๐๘๙-๘๐๑๒๔๙๑



14 พฤษภาคม 2556

 แหล่งน้ำธรรมชาติ ในจังหวัดลพบุรี

แหล่งน้ำผิวดิน

จากสภาพภูมิศาสตร์จังหวัดลพบุรีตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยแม่น้ำป่าสักไหลพาดผ่านทางซีกตะวันตก มีทรัพยากรแหล่งน้ำที่สำคัญมากมายหลายแห่ง ซึ่งได้แก่

1. แม่น้ำลพบุรี เป็นแม่น้ำที่แยกสาขาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดสิงห์บุรี ต้นน้ำแยกออกจากแม่น้ำ
เจ้าพระยาฝั่งตะวันออกหรือฝั่งซ้าย ในท้องที่เขตติดต่อระหว่างหมู่ที่ 5 บ้านม่วงหมู่ตำบลม่วงหมู่ และหมู่ที่ 8บ้านเตาปูน ตำบลต้นโพธิ์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี แล้วไหลผ่านท้องที่บางส่วนของ 3 จังหวัด รวม 7 อำเภอได้แก่ อ.เมืองสิงห์บุรี อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี อำเภอท่าวุ้ง อ.เมือง จังหวัดลพบุรี อ.บ้านแพรก อ.มหาราช อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา และไปบรรจบแม่น้ำป่าสักที่ตำบล หัวรอ อ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาต่อไปมีความยาวลำน้ำ 95 กิโลเมตร ซึ่งช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดลพบุรีมีความยาว 45 กิโลเมตรลักษณะของลำน้ำค่อนข้างแคบมีตลิ่งสูงชัน มีความกว้างประมาณ 40-60 เมตร ลึกประมาณ 6-10เมตร แม่น้ำลพบุรีอยู่ในความดูแลของกรมเจ้าท่าและมีลำน้ำสาขาที่สำคัญได้แก่ คลองบางคู แม่น้ำบางขามคลองบางแก้วคลองบางพระคู เป็นต้น บริเวณตลิ่งสองฝั่งลำน้ำมีชุมชนและราษฎรตั้งบ้านเรือนอยู่ตลอดแนวโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่แม่น้ำไหลผ่านเขตเทศบาลจะมีอาคารบ้านเรือนตั้งอยู่อย่างหนาแน่น ดังนั้นแม่น้ำลพบุรีจึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงชุมชน สำหรับกิจกรรมการใช้น้ำด้านต่างๆ ตลอดมา จึงนับได้ว่าเป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวลพบุรี 
แม่น้ำลพบุรี 

2. แม่น้ำป่าสัก มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วไหลผ่านจังหวัดลพบุรีในเขตอำเภอชัยบาดาล โคกสำโรง และพัฒนานิคม ผ่านจังหวัดสระบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่อำเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลุ่มน้ำป่าสักเป็นลุ่มน้ำที่สำคัญครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด คือ จังหวัดเลย จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดเพชรบูรณ์จังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรี โดยมีทิศทางการไหลจากเหนือลงใต้ผ่านพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรี ลักษณะทางกายภาพของลุ่มน้ำป่าสักโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสองด้านมีลำน้ำสาขาแยกมาจากทางตะวันออกและตะวันตกเป็นจำนวนมาก แต่ลำน้ำสาขาส่วนใหญ่จะสั้นและมีพื้นที่รับน้ำขนาดเล็กมีลักษณะแคบและเรียวยาวคล้ายขนนก มีความยาว 573 กิโลเมตร พื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ14,520 ตารางกิโลเมตร แม่น้ำสายนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในพื้นที่การเกษตรด้านตะวันออกของจังหวัดลพบุรี 
                                                                           แม่น้ำป่าสัก

3. แม่น้ำบางขาม เป็นลำน้ำสายหลักของเกษตรกร ในเขตอำเภอบ้านหมี่ อำเภอท่าวุ้ง และอำเภอเมืองลพบุรี มีความยาวประมาณ 50 กิโลเมตร ในอดีตต้นน้ำของลำน้ำบางขาม อยู่ในเขตตำบลจันเสน อำเภอตาคลีจังหวัดนครสวรรค์ แต่เนื่องจากสภาพของลำน้ำบางแห่งมีความตื้นเขิน ปัจจุบันจึงเปลี่ยนมารับน้ำจากคลองอนุศาสนนันต์ (คลองชลประทาน) ทางประตูน้ำหนองเมือง ประตูน้ำบ้านกล้วย และคลองสายอื่นๆ แทน โดยจุดเริ่มต้นของคลองเริ่มจากตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ไหลผ่านตำบลต่างๆ ได้แก่ ตำบลมหาสอน ตำบลบางพึ่ง ตำบลบางขาม ตำบลบ้านชี ตำบลเขาสมอคอน ตำบล โคกสลุด ตำบลมุจรินทร์ ตำบลบางลี่ มาบรรจบกับแม่น้ำลพบุรีที่ปากคลองบางคู้ ที่วัดมณีชลขันธ์ อำเภอเมืองลพบุรี ซึ่งความกว้างของลำน้ำบางขาม ในจุดที่กว้างที่สุดอยู่ในตำบลบางพึ่งและตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี กว้างประมาณ 50 เมตร 
4. คลองชลประทานชัยนาท - ป่าสัก มีต้นกำเนิดจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์จังหวัดชัยนาท จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี มีความยาวประมาณ 132 กิโลเมตร ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักที่บริเวณหน้าเขื่อนพระราม 6 อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสำคัญต่อการเกษตรกรรม

5. ลำธารลำสนธิ เป็นลำธารไหลผ่านเขตอำเภอลำสนธิและไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักในเขตอำเภอชัยบาดาล

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการรับจำนำระดับจังหวัด จังหวัดลพบุรี ครั้งที่ 8/2556

             สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี ได้จัดประชุมคณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการรับจำนำระดับจังหวัด จังหวัดลพบุรี ครั้งที่ 8/2556 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ณ ห้องประชุมสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลพบุรี โดยมี นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในการประชุม ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลพบุรี เข้าร่วมประชุม ในการประชุมมีสาระสำคัญการพิจารณา เรื่อง การดำเนินงานตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และการพิจารณาจัดเกรดและรับรองโกดังกลางที่สมัครเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 เพิ่มเติม.

11 พฤษภาคม 2556

การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพืชพลังงาน - ทิศทางเกษตร









        ผศ.ดร.กนกศักดิ์ เอี่ยมโอภาส หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาพลังงานและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์มหา วิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าการผลิตไฟฟ้าที่มีศักยภาพสูงเหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งมีพื้นฐานเป็นประเทศเกษตรกรรม คือการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพืชพลังงาน
       ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยีที่นำมากำ จัดขยะอินทรีย์มีวิธีกำจัดอยู่ 2 แบบ คือการนำไปหมักทำปุ๋ย และการนำไปหมักทำก๊าซชีวภาพ ในกระบวนการหมักแบบไร้อากาศ เป็นการนำสารอินทรีย์ไปหมักในถังหมักแบบปิด ในกระบวนการหมักสารอินทรีย์จะถูกย่อยสลาย และได้ก๊าซชีวภาพ ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นก๊าซมีเทน ประมาณ 50-60% ก๊าซมีเทนนี้เป็นก๊าซชนิดเดียวกันกับก๊าซธรรมชาติซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นก๊าซมีเทนประมาณ 70-80% ขึ้นอยู่กับแหล่งก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นก๊าซชีวภาพจึงเป็นก๊าซเชื้อเพลิงที่สามารถนำไปเดินชุดเครื่องยนต์ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ตัวอย่างของก๊าซ ชีวภาพที่ใช้ผลิตไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลายแล้วคือก๊าซชีวภาพจากมูลสุกร น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรต่าง ๆ ซึ่งพื้นฐานของการเกิดก๊าซชีวภาพคือการย่อยสลายของอินทรียวัตถุในกระบวนการหมักแบบไร้อากาศ
        จากการศึกษาวิจัยด้านกระบวนการหมักแบบไร้อากาศ เพื่อศึกษาศักยภาพการเกิดก๊าซชีวภาพของขยะอินทรีย์ และเศษวัสดุทางการเกษตรของประเทศไทยที่มีมาประมาณ 10 ปี โดยการศึกษาวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป และเป็นการศึกษาร่วมกับนักวิจัยจากประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พบว่าศักยภาพของการผลิตพลังงานทดแทนจากพืชต่าง ๆ สามารถทำได้ และจากการศึกษาดูงานวิจัยในประเทศเยอรมนี เมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ที่นั่นมีการส่งเสริมการปลูกพืชโตเร็ว เช่น หญ้า เพื่อใช้หมักทำก๊าซชีวภาพ เนื่องจากในประเทศเยอรมนี มีการกำจัดขยะอินทรีย์ด้วยกระบวนการหมักกันอย่างแพร่หลาย และมีจำนวนโรงไฟฟ้าประเภทนี้มากกว่า 5,000 โรง
        ปัจจุบันประเทศไทยมีการส่งเสริมการผลิตพลังงานจากหญ้าเนเปียร์ หรือที่เรียกกันว่าหญ้าเลี้ยงช้าง โดยส่งเสริมการผลิตเพื่อเลี้ยงสัตว์ และการวิจัยเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างน้อยร้อยละ 25 ภายใน 10 ปี งานวิจัยที่ดำเนินการจะเน้นการศึกษาปริมาณก๊าซชีวภาพสำหรับพืชต่าง ๆ ของประเทศไทย เช่น ต้นข้าวโพดฝักอ่อนซึ่งหักฝักไปขายแล้ว ใบปาล์ม ต้นกล้วย ผักตบชวา และเศษพืชอื่น ๆ รวมทั้ง หญ้าเนเปียร์ด้วย พร้อมกันนี้ยังมีการศึกษาวิจัยเชิงประยุกต์เพื่อนำไปใช้งานเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 1-2 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับความร่วมมือสนับ สนุนข้อมูลเทคโนโลยีจากเยอรมนี
        ในขณะเดียวกันก็ได้มีการศึกษาด้านการปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตในแปลงเพาะปลูกขนาดใหญ่โดยร่วมมือกับผู้ทำวิจัยซึ่งเป็นเกษตรกรในจังหวัดเพชรบุรี จนได้ข้อมูลที่ มั่นใจว่าการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้า จากหญ้าเนเปียร์จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ภาพและข่าวจาก: เดลีนิวส์ วันที่ 11 พฤษภาคม 2556 http://www.dailynews.co.th/agriculture/203256
อาณาจักรละโว้
          เมืองละโว้ เมื่อแรกก่อตั้งนั้น ปรากฏข้อความในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระพุทธศักราช 1002 ปี จุลศักราช 10 ปีระกาสัมฤทธิศก จึงพระยากาฬวรรณดิศราชบุตรของพระยากากะพัตรได้เสวยราชสมบัติ เมืองตักกะศิลามหานคร จึงให้พราหมณ์ทั้งหลายยกพลไปสร้างเมืองละโว้ จากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในพงศาวดารเหนือ พอจะสรุปได้ว่าเมืองละโว้มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 1002 แล้ว และจากการขุดค้นทางโบราณคดี ปรากฏว่าตั้งแต่อำเภอชัยบาดาล ถึงอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ล้วนแต่มีหลักฐานเกี่ยวกับมนุษย์ในอดีตที่ยาวนานมาแล้ว จากชุมชนขนาดย่อมขยายเป็นเมืองเล็กๆ จนกระทั่งรวมตัวกันเป็นอาณาจักรหรือเขตปกครองที่เป็นส่วนย่อยของประเทศ ราวพุทธศตวรรษที่ 10 – 12 ละโว้กลายเป็นอาณาจักรหรือเมืองขนาดใหญ่แล้ว และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 อาณาจักรละโว้มีความรุ่งเรืองอย่างมาก โดยเฉพาะด้านพระพุทธศาสนา อาณาจักรละโว้ มีความเจริญมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีอิทธิพลครอบคลุมดินแดนภาคกลางตอนบน ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์เรื่อยมาจนถึงภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยบางส่วน ศูนย์กลางของอาณาจักรละโว้ในตอนต้นสันนิษฐานว่าอยู่ที่เมืองลพบุรี และประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 ได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองอโยธยา ภายหลังต่อมาเมื่อใน พ.ศ.1893 ได้มีการสถาปนาอาณาจักรอยุธยาขึ้นนั้นให้ละโว้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา


พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี 
แสดงให้เห็นอิทธิพลของศาสนาฮินดูและพระพุทธศาสนา 

ที่มาภาพ http://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/main/advcourse/presentstu/course/others/wilaiporn/61.2.jpg

หลังจากพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา อาณาจักรขอมได้ขยายอิทธิพลเข้ามายังบริเวณนี้ ทำให้ความสำคัญของอาณาจักรละโว้ลดลง อิทธิพลศิลปวัฒนธรรมของขอมได้แพร่เข้ามาในดินแดนประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และเลยมาทางตะวันตกได้แก่ ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี และในช่วงเวลาดังกล่าวละโว้เป็นศูนย์กลางที่สำคัญทางภาคกลาง จึงได้รับอิทธิพลศิลปะขอม โดยนำมาผสมผสานรูปแบบให้เป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง ได้แก่ พระปรางค์สามยอด และเทวสถานปรางค์แขก จังหวัดลพบุรี